ประสบการณ์ครบเครื่องอยู่เบื้องหลังคดีสำคัญที่เต็มไปด้วยบริวารลูกน้องมือดี
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เกิดอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พ่อเป็นครูประชาบาล แม่เป็นแม่ค้าร้านของชำสารพัด เข้าเรียนวัดทุ่งสีหลงที่พ่อเป็นครูอยู่แล้วไปต่อมัธยมต้นโรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ละแวกบ้าน
ก่อนโยกไปเข้าโรงเรียนสมบูรณ์วิทยาที่สำเหร่ และเรียนมัธยม 7 โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ทะเลาะกับครูเรื่องมาสาย เพราะต้องเดินทางไกลเลยลาออกตอนกลางเทอมมัธยม 8 ไปจบโรงเรียนพระนครวิทยาลัย
ต่อมา สอบทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวจติดเป็นรุ่น 19 มีรถบัสจากกรมตำรวจตรงไปยังสามพรานล้มลุกคลุกคลานเข้าโรงเรียนประเดิมชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจวันแรก
“ไม่รู้ด้วยซ้ำตำรวจเขาทำอะไรกัน อยู่บ้านนอกไม่เคยเห็นนายร้อย นอกจากพวกพลตำรวจ นายสืบตำรวจเที่ยวมาจับเหล้าเถื่อน ปืนเถื่อน พกมีดตามงานวัด เห็นแบบนั้นเกลียดตำรวจมาก” พล.ต.ท.ชัจจ์ระบายความในใจ ทำให้ไม่เคยคิดเป็นตำรวจมาก่อน แต่ตัดสินใจเมื่อสอบติดแล้วไม่ต้องเสียค่าที่พัก ไม่ต้องไปเช่าหอ ไม่ต้องไปซื้อเสื้อผ้า มีเครื่องแบบแจกฟรีหมด ทว่าช่วงแรกจะเที่ยววิ่ง เช้า เย็น คิดว่า มาเป็นตำรวจ ทำไมวิ่งเยอะอย่างนี้ ทำเอาบางคนคิดจะลาออก ต้องคุยให้อดทนอยู่ด้วยกันก่อน
เริ่มเรียนรู้ซึมซับความเป็นตำรวจ เพราะต้องท่องวินัย คติพจน์ ปฏิญาณตนก่อนนอนทุกวัน กระทั่งเรียนจบได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปลงตำแหน่งแรกเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต 1 รับแจ้งความ หน้ามืด ทำผิดไม่ได้ พอออกเวรต้องมานั่งกางตำราบนเตียงปรึกษารุ่นพี่เกี่ยวกับทำสำนวนคดี
เจ้าตัวเล่าว่า คดีหนักมากจนหน้าเหลือง ตาเหลือง รับแจ้งความลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ล้วงกระเป๋า กระตุกสร้อย ยันไฟไหม้เพราะย่านนั่นเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ไฟไหม้บ่อยมาก อยู่ได้ 2 เดือนถูกส่งไปช่วยภูธรที่ต้องการนักเรียนนายร้อยตำรวจจบใหม่ประจำอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รับผิดชอบปราบโจรฤดูแล้ง ชอบปล้นวัวกับชาวบ้านยากจน แม้แต่แม่ลูกอ่อน เลี้ยงลูกต้องให้กินนมข้นหวาน ตรามะลิเพราะไม่มีนมให้ลูก โจรมันยังลักเอาไปด้วย
ผู้หมวดชัจจ์ออกตามล่าบรรดาเสือร้ายต้องออกไปในทุ่ง นั่งเรือหางยาวตรวจพื้นที่อยู่ 4 ปี “จับโจรปากพนัง ล่อโจรหลายคน ร.ต.ท.ไฟแรง ไปหมู่บ้าน มันเผ่นหนีผม ก่อนไปอบรมที่อุดรธานีเพื่อจะกลับมาเป็นครูฝึกตำรวจนครศรีธรรมราช ฝึกให้ตำรวจยิงปืน ฝึกให้วิ่ง เตรียมพร้อมที่จะสู้คอมมิวนิสต์ที่อยู่แถวฉวาง ทุ่งใหญ่ ร่อนพิบูลย์ ทุ่งสง ไอ้เราอยู่ปากพนัง อยู่ริมทะเล ไม่มีคอมมิวนิสต์ แต่จริงๆ แล้ว มันใช้เป็นที่พักฟื้น”
หลังจากนั้นขอกลับมาอยู่รถวิทยุนครบาลขี่มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์นำขบวนถวายความปลอดภัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่กี่เดือนย้ายไปอยู่ป่าไม้ เพราะยื่นสมัครใจไว้ก่อนหน้า ตั้งทีมงานสอบสวน เนื่องจากตำรวจป่าไม้ส่วนใหญ่ไม่จบปริญญา ไม่ได้เรียนกฎหมาย ต้องเป็นแม่งานให้ แต่ไม่วายทะเลาะกับนาย ถูกกล่าวหาไถเงินผู้ประกอบการรถเสาเข็มที่มาจากกาญจนบุรี แต่ความจริง มีจ่าคนหนึ่งอยู่ตาพระยา ปราจีนบุรี อยู่เบื้องหลังเรียกรับผลประโยชน์
“ผมได้รับคำสั่งให้จับ ก็จับด้วยความขยัน ทำตามนายสั่ง ปรากฏว่า จับไปจับมา ไปขัดผลประโยชน์กลุ่มตำรวจที่ว่าถึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่เข้าใจผิด” กว่าจะเคลียร์ความพ้นมลทิน เขาย้ายไปอยู่กองปราบปรามแล้ว “ตำรวจเกือบทุกยุคขาดความสามัคคดีกัน ไปไหนชาวบ้านเกลียด เป็นสันดานในประเพณีวัฒนธรรม คนเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจไม่ได้ทำตัวให้ชาวบ้านรัก พูดจาสามหาว ด่าลูกเดียว ขู่จะตบจะตี จะฆ่า คนก็ไม่รัก แล้วตำรวจด้วยกันเองก็อิจฉากัน เดี๋ยวนี้ยิ่งหนักใหญ่ หรือมันจะเป็นธรรมชาติแบบนี้ไม่รู้” นายพลวัยเกษียณเชื่อแบบนั้น
อยู่กองปราบปรามทำงานจับของหนีภาษี แร่เถื่อน ได้รางวัลเป็นสินบนนำจับ จับคดีเช็คชาวบ้านให้ค่าตอบแทน ทำคดีสำคับที่เกิดขึ้นหลายท้องที่ พล.ต.ท.ชัจจ์เล่าว่า มีคดีฉุดผู้หญิงไปช่มขืน ลวงไปขายปักษ์ใต้ แวะไปหาดใหญ่ข่มขืนอีก เหตุอึกทึกครึกโครม เหตุที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงประเทศ เกิดกลางตลาด ชาวบ้านตื่นตระหนกตกใจที่พาดหัวข่าว แล้วตำรวจท้องที่ชักไม่อยากทำแล้วแจ้งกองปราบลงไปทำ บางทีญาติพี่น้องผู้เสียหายไม่พอใจท้องที่ไม่ธรรมก็มาลองเรียนให้กองปราบปรามคลี่คลาย
รับผิดชอบกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม คุมพื้นที่พระนครกับธนบุรี แต่เวลามีคดีต่างจังหวัด เขามักถูกเรียกไปเสริมเพราะเห็นความสามาถในการสืบสวนสอบสวน ไล่จับ ไล่ยิงกันก็ได้ แล้วก็คล่องตัว ไปไหนเบิกเบี้ยเลี้ยงไม่ได้ มีเงินทุนสำรอง เพราะเวลาจับของหนีภาษีจะหัก 20 เปอร์เซ็นต์เข้ากองกลางไว้ทำงานเป็นค่าใช้จ่ายลูกน้อง ไม่ใช่ปล่อยนั่งรถเมล์ไปสืบสวน ต้องเอารถเก๋งออกตามล่า ระดับจ่ากองปราบขอยืมรถตามผู้ร้ายได้ตลอดเวลา เบิกเงินล่วงหน้าติดตัวได้ทัน เผื่อลูกเมียไว้ใช้ตอนไม่อยู่บ้านด้วย
“ผมทำงานไม่ชอบเป็นข่าว แต่หมู่ตำรวจด้วยกันรู้ว่า ผมทำอะไร และเกรงใจ ไม่ว่า นายหรือลูกน้องที่อยู่กองปราบปรามจะรู้ดีว่า ผมเป็นตัวจักรสำคัญในคณะ ไม่ค่อยโชว์ออกสื่อ เพราะอันตราย คนขี้อิจฉาเยอะ ที่ผมเดินขึ้นมาได้ยังโดนเรื่องอิจฉาเยอะ เป็นพวกบัตรสนเท่ห์ หมั่นไส้แบบนี้ นักข่าวสมัยนั้นจะคอยจ้องตามผม บางครั้งผมต้องหลบไปทำคดี”
เขายกตัวอย่างสืบสวนติดตามพฤติกรรมเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งมีลูกศิษย์เป็นเจ้าสัว และเสี่ยเจ้าของบริษัทขายปุ๋ย แถมสนิมสนมนายพลทหารคนดังในยุคนั้น แอบมาเปิดบ้านใช่ชื่อนายพลทหารอากาศอยู่กับผู้หญิง พอกำลังตำรวจเข้าตรวจค้น นายทหารคนนั้นสายตรงมาอ้างว่าเป็นพระดี ลูกศิษย์ลูกหานับถือเยอะมาก “ผมรีบรายงานว่า มีคนมาแจ้งความ และมีนักข่าวมาทำข่าวด้วย ท่านจะคุยกับนักข่าวไหมครับ เท่านั้นแหละแกรีบบอกปัดเกี่ยวข้อง กระโดดโหยง พวกผู้ใหญ่มักกลัวนักข่าว”
ประจำกองปราบปรามจนได้ขึ้นสารวัตรและเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีอำนาจทั่วประเทศ ปราบปรามอิทธิพลบ่อนการพนันจนเข็ดขยาด โดยเฉพาะ “เสี่ยเล้ง ขอนแก่น” เอาตัวมาดำเนินคดีอาญาที่กรุงเทพฯ ไม่ให้ใช้อิทธิพลเงินทองหว่านคนในพื้นที่ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ
กระนั้นก็ตาม เขาปฏิเสธคำสั่งจับบ่อนวัฒนา อัศวเหม เพราะเห็นเป็นคนคุ้นเคย ทำให้ถูกย้ายไปอยู่ในกรมตำรวจ ผ่านถึงยุค พล.ต.อ.เภา สารสิน ยังโดนย้ายกระเด็นกระดอนทำ 6 เดือน ยอมรับว่า ลำบากมาก เพราะลูกกับเล็ก เมียทำงาน แล้วใครจะดูแล ต้องขอสมัครใจอยู่ในกรมตรำวจ ยังมองเป็นผู้มีอิทธิพลรู้จักสนิทสนมแคล้ว ธนิกุล ทั้งที่อีกฝ่ายเกรงใจมากกว่า “ผมไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ว่า มึงผิดกูจับนะ ถ้ากูห้าม มึงต้องหยุดนะ ถ้าหยุดก็โอเค เราเป็นตำรวจ นายบอกให้ดู มันเรื่องจากนายทั้งนั้น คดีฆ่ากันตายส่วนใหญ่แคล้วจะกระซิบข้อมูลให้หมดว่าใครทำ เพราะกลัวกิตติศัพท์ผม กลายเป็นว่า ผมไปคุ้มครองสนับสนุน ผมไม่เจริญก้าวหน้าเพราะแคล้วส่วนหนึ่งตรงนี้แหละ”
กว่าฟ้าจะเปิดให้ขึ้นเป็นผู้กำกับทะเบียนประวัติ กองบังคับการกำลังพล โยกเป็นผู้กำกับการประจำกองบังคับการปราบปราม ได้ทำคดีเกียวกับเรื่องราชาเงินกู้ เรื่องเกี่ยวกับหุ้น เป็นจุดเริ่มที่ต้องไปเรียนวิชาเพิ่มกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีสอนไว้ เอาตำราจากเมืองนอกมาอ่านเรื่องข้อกฎหมายเอาผิดกรรมการบริษัทที่ยังยอกถ่ายเงินปั่นหุ้นหลอกชาวบ้านลงทุนด้วยวิธีการแยบยสารพัดเหลี่ยมเป็นเหตุผลให้ต้องตั้งกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจขึ้นครั้งแรกจากแนวคิดของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เพื่อทำคดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
ถามถึงคดีประทับใจ พล.ต.ท.ชัจจ์นึกสักพักก่อนเล่าว่า ไม่ค่อยได้บันทึก คิดว่า ชีวิตตายไปแล้วอย่างเหลืออะไรทิ้งไว้ ไม่ต้องดี ไม่ต้องชั่วผ่านมาก็ผ่านไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่เป็นคดีฆ่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส รู้จักกันตั้งแต่ยังเป็นผู้หมวด สืบสวนร่วมกับสล้าง บุนนาค จับคนร้ายเป็นผู้หญิง 2 คนวางยาชิงทรัพย์ในโรงแรม
ต่อมาขึ้นรองผู้บังคับการปราบปรามไม่ลงรอยกับ “บุญชู วังกานนท์” ผู้บังคับการปราบปราม เพราะมีบางคนแทงข้างหลัง เป็นเหตุให้ถูกย้ายเป็นรองผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติ เป็นรองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 กระเด็นกระดอนไปตามจังหวะผู้ใหญ่ที่นับถือโดนมรสุมไปด้วย
อยู่ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.ชัจจ์แทบไม่ไปทำงาน เลือกตาม พล.ต.อ.ประมาณ อดิเดกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กินอาวุโสขึ้นเป็นผู้บังคับการวิทยาการเขต 4 จังหวัดสงขลา ทำเรื่องหาที่ราชพัสดุสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่อยู่ตรงทางเข้าน้ำตกโตนงาช้าง แต่ยังโดนป้ายสีพัวพันค้ายาเสพติดในยเรื่องที่ไม่มูลด้วยซ้ำ เพียงแค่มีตำรวจไม่ชอบหน้ากันสมัยอยู่กองบังคับการปราบปรามใส่ความ
ชี้แจงพ้นข้อครหาได้เลื่อนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานวิทยาการตำรวจ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ขยับเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหน้าที่หัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามน้ำมันเถื่อน จนถูกย้ายไปอยู่จเรตำรวจเพราะมีบางคนอยากเป็นหัวหน้าปราบน้ำมันเถื่อน แล้วถึงขึ้นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และลงเอยตำแหน่งสุดท้ายผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางก่อนเกษียณอายุราชการ
พล.ต.ท.ชัจจ์มีมุมมองถึงตำรวจยุคปัจจุบันว่า จากหน้ามือเป็นหลังมือ อยากให้ผู้มีอำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย อย่าไปต้องเสียเงิน เสียทองกัน ตำรวจจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อตำแหน่ง จะลาออกก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย ต้องไปค้าขาย ไปทำอะไรอีก หรือไปรีดไถพนันบอล ใครจะทนไหว ไม่มีกินมีใช้ ในเมื่อเขามาให้บางทีต้องเอา
“อย่าให้ตำรวจมันต้องไปเสียเงินอย่างนี้ แล้วจะต้องไปทำอย่างอื่นเอามาคืน จะไปหาจากใครนอกจากรีดจากชาวบ้านชาวช่อง เสร็จแล้วตำรวจก็เสียชื่อ ไปไหนคนก็เกลียด ทั้งกลัว ลับหลังก็ด่าแม่ ไม่มีใครรักจริง แล้วจะไปทำงานกับประชาชนได้อย่างไร ยอมรับว่า สมัยก่อนก็มี อย่างบ่อนการพนันเวลาลูกน้องเรา พ่อแม่มันเข้าโรงพยาบาลก็ต้องไปขอ ลูกจะเปิดเทอมก็ต้องไปขอ ไม่อย่างนั้นต้องหาของไปจำนำ แต่พวกนั้นเต็มใจให้ ทุกวันนี้ขอไม่ได้ นายรับแล้วห้ามลูกน้องแตะ แล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร” นายพลมือปราบเก่าระบายความจริง
ตำนานนายพลนักบู๊แนะนำว่า การเปลี่ยนแปลงต้องยึดหลักเกณฑ์เป็นหลักสำคัญ เคยต่อสู้ตรงที่ไม่ว่าตำรวจสืบสวน สอบสวน จราจร เวลาออกไปทำงาน อย่าให้ใช้เงินเดือนไปทำงาน ต้องมีค่ายานพาหนะให้ มีวิทยุ ปืนผาหน้าไม้มีให้ เงินเดือนให้เอาไว้เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย เลี้ยงตัวเอง ที่สำคัญต้องอบรมข้อกฎหมายเวลาออกไปปฏิบัติหน้าที่จะได้มีความรู้ไปตอบประชาชน ไม่ใช่เถียงไม่คล่อง แถมโดนแอบถ่ายมาเสียหายอีก ไม่ใช่หมั่นไส้ใครแล้วจับใส่กุญแจมือยัดห้องขัง ปัจจุบันทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว
“ตำรวจต้องมีศักดิ์ศรี ต้องให้ประชาชนเกรงใจ” เขาเสียงหนักแน่น
ชัจจ์ กุลดิลก !!!